วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

การสรุปการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation)

ชื่อ นางสาวชลธิชา  สกุล นาคพิน  เลขที่ 21  ห้อง ม.5/9
กลุ่มที่ 3
ปัญหาที่นักเรียนศึกษา ปัญหาการใช้ภาษาของวัยรุ่น
ที่มาและความสำคัญของปัญหา
ปัญหาการใช้ภาษาของวัยรุ่น เนื่องจากวัยรุ่นไทยสมัยนี้นิยมใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเพื่อการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วและเนื่องจากความเร็วในการสื่อสารและความยากลำบากในการพิมพ์ตัวอักษรทำให้วัยรุ่นทำให้คำเหล่านั้นสั้นลงจนกลายเป็นภาษาวิบัติ จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาเด็กไทยขาดการศึกษารวมถึงปัญหาภาษาวิบัติทำให้เด็กไทย ไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ในขณะเดียวกันได้มีการใช้คำว่าภาษาอุบัติแทนที่ภาษาวิบัติที่มีความหมายในเชิงลบ โดยภาษาอุบัติหมายถึงภาษาที่เกิดขึ้นมาใหม่ ตอบสนองวัฒนธรรมย่อย เช่นเดียวกับภาษาเฉพาะวงการที่เป็นศัพท์สแลง
วัตถุประสงค์
1.เพื่อศึกษาปัญหาการใช้ภาษาไทยในสังคมปัจจุบัน
              2.เพื่อเรียนรู้วิธีการสร้างภาพยนต์สั้นเพื่อปลูกจิตสำนึกให้คนหันมาสนใจในภาษาไทยที่ถูกต้อง
ผลการศึกษา
                หลังจากที่ได้ศึกษาถึงปัญหาการใช้ภาษาของวัยรุ่นในปัจจุบัน ทำให้ได้รู้ว่าการใช้ภาษาของคนกลุ่มนี้มีผลกระทบกับภาษาไทยในปัจจุบัน เนื่องจากภาษาเป็นสิ่งที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันทุกวันอยู่แล้ว เลยเป็นปัญหาที่ค่อนข้างสำคัญ ปัญหาภาษาของวัยรุ่น คือ วัยรุ่นมักใช้คำแบบผิดๆและบางรายอาจจะชินและนำไปใช้ในการเรียน การทำงาน ภาษาวิบัติเป็นภาษาพิมพ์ที่เกิดจากกลุ่มวัยรุ่นสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็วและดูสนุกสนานในการแชท แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับในคนหมู่มาก จึงมีปัญหา เพราะ ภาษาไทยเป็นภาษาที่ควรอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่
                การสร้างภาพยนตร์สั้น เริ่มจากการค้นคว้าหาข้อมูล การเขียนเรื่องย่อ เขียนเค้าโครงเรื่องขยาย บทภาพยนตร์ บทถ่ายทำ บทภาพ ควรมีการเตรียม การวางแผนและการเขียนบทภาพยนตร์ เพราะจะต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของภาพ ของบทละครที่จะถ่ายทำ เป็นต้น
เสนอแนวคิดในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ
                การแก้ปัญหาภาษาในหมู่วัยรุ่นมันค่อนข้างจะเป็นได้ยาก เพราะมันมีอยู่แพร่หลาย แต่ควรจะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ ควรมีสื่อที่แสดงให้เห็นถึงผลเสียของการใช้ภาษาวิบัติ และพ่อแม่ ผู้ปกครองควรสอนให้ลูกหลานคำนึงภาษาของเรา ควรให้อ่านและเขียนภาษไทยให้ถูกต้อง ต้องมีการปลูกฝังให้รักภาษาไทย
นักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเรียนวิชา IS1
                ได้เรียนรู้การสร้าง blogger ของตนเองในเว็บไซต์  การทำแบบประเมินหรือแบบสอบถามออนไลน์ในอินเทอร์เน็ต ศึกษาการทำภาพยนตร์สั้น การถ่ายภาพขนาดต่างๆในการถ่ายภาพยนตร์ ได้ลองเขียนบทละครที่ตอนแรกดูว่ามันง่ายแต่พอลองทำดูจริงๆแล้วมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ได้ใช้ความคิดมากขึ้นในการที่จะทำภาพยนตร์สั้น

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ปัญหาการใช้ภาษาไทยของวัยรุ่นในปัจจุบัน



ศัพท์วัยรุ่นยอดฮิต !! คนไม่วัยรุ่นพออ่านไปเป็นต้อง 'งง'


            
              หลังจากคำว่า "บ่องตง" กลายเป็นแท็กยอดฮิตของวัยรุ่นในโซเชียลเน็ตเวิร์ค แถมบางคนยังเอามาใช้พูดในชีวิตจริงอีกด้วย หากใครไม่วัยรุ่นพอหรือไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเหล่าวัยรุ่นก็คงงงกันไปเลยทีเดียว ก็คำพูดสุดแสนจะประหลาดแบบนี้ ใครกันเล่าจะไปเข้าใจความหมายได้
              หนำซ้ำยิ่งวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ คำศัพท์วัยรุ่นใหม่ๆก็ผุดขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็วราวกับดอกเห็ด ขนาดผู้เขียนอายุก็ไม่ได้มากมายอะไร ยังตามคำศัพท์ของน้องๆหรือเพื่อนๆรุ่นเดียวกันไม่ทันเลยค่ะ
              วันก่อนเห็นรุ่นพี่คนหนึ่งติดแท็กข้อความในเฟซบุ๊ค ก็เลยเกิดความสงสัยว่าแปลว่าอะไรน้อ ?? วันนี้ก็เลยลองมารวบรวมคำศัพท์ยอดฮิตของวัยรุ่นปี 2013 ให้ผู้ใหญ่หลายๆท่านได้ทราบความหมายกันหน่อยดีกว่า
  • บ่องตง        =         บอกตรงๆ
  • ถ่ามตง         =         ถามตรงๆ
  • ต่อมตง        =         ตอบตรง
  • เตง              =         ตัวเอง
  • หยั่มมา         =         อย่ามา
  • ไรแว๊              =         อะไรวะ
  • น่ามคาน        =         น่ารำคาญ
  • อัลไล            =         อะไร
  • น่าร็อคอ่ะ       =        น่ารักอ่ะ
  • ไรหรา          =        อะไรเหรอ
  • ช่ะ               =        ใช่ป่ะ
  • จุงเบย          =        จังเลย
  • ฝุด ๆ            =        สุด ๆ
  • ชิมิ              =         ใช่มั้ย
  • มะรุ             =         ไม่รู้
  • มะเปง          =         ไม่เป็น
  • เมพขิง ๆ       =         เทพขิง ๆ
  • ขออำไพ       =         ขออภัย
  • โอป่ะเตง       =        โอเครึเปล่าตัวเอง
  • คีบับ            =         คือแบบ
  • จิบิ, จุ๊บุ        =         จุ๊บ
  • สะเบย         =         สบาย
  • กงกง          =         ตรงตรง
  • ฟิน             =         มาจากคำว่า "ฟินาเล่" มักจะใช้ในเวลาที่รู้สึกว่า "สุดยอด"
  • อิน             =         มาจากคำว่า "อินเนอร์" มักใช้เวลามีความรู้สึกร่วมไปด้วย อย่างเช่นเวลาฟังเพลง
  • จิ้น             =         มาจากคำว่า "อิมเมจิ้น" มักใช้เวลาจินตนาการหรือคิดไปเอง
  • เกรียน         =         การแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นประโยชน์ โดยเปรียบเทียบมาจากทรงผมของเด็กผู้ชาย ม.ต้น
  • อั๊ยย่ะ         =         เป็นคำอุทาน บ้างก็ว่าเพี้ยนมาจากคำว่า "ไอหยา" บ้างว่าเป็นภาษาใต้ ส่วนมากจะใช้อุทานในลักษณะค่อนข้างดี เช่น อั๊ยย่ะ น่ารักจัง
  • ปลวก         =         เป็นคำด่าแนวประชด เปรียบเทียบคนหน้าตาไม่ดีว่าเหมือนปลวก หรืออาจเปรียบเทียบคนที่ชอบมีนิสัยจิกกัดไปทั่วเหมือนปลวกนั่นเอง
  • เมพขิงๆ      =         เพี้ยนมาจากคำว่า "เทพจริงๆ" ของเหล่าคอเกมออนไลน์ ซึ่งเกิดจากการพิมพ์ผิด เพราะตัวอักษรบนแป้นพิมพ์อยู่ใกล้กัน เนื่องจากต้องทำเวลาในการเล่นเกม
  • วันนาบี       =         มาจากคำว่า "wanna be" ที่แปลว่า อยากเป็น ซึ่งเป็นคำเหน็บแหนมสำหรับคนที่อยากเป็นนู่น เป็นนี่ หรือใช้ด่าคนที่ชอบเลียนแบบ
               คราวนี้ผู้ใหญ่ก็คงเข้าใจความหมายของคำศัพท์ของวัยรุ่นกันมากขึ้นแล้วนะคะ แต่ทางที่ดี...เรามาช่วยกันอนุรักษ์ภาษาไทย พูด เขียน กันใหถูกต้องดีกว่าเนอะ

แหล่งที่มา : http://www.oknation.net/blog/saranjit/2013/08/19/entry-1

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ตัวอย่างรายการภาษาวิบัติ

ลองมาดูเป็นคลิปบ้างนะคะ


เรื่องของภาษาวิบัติ

ภาษาวิบัติ  คือ คำพูดที่ไม่ได้รับการยินยอมให้ใช้ทั่วไปในระดับสากล หากแต่ใช้พูดกันเองในกลุ่มเพื่อนฝูงหรือในกลุ่มวัยรุ่น โดยมักจะได้รับการต่อต้านจากผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมอยู่เสมอ
คำนิยาม 
ภาษาวิบัติ  คือ ภาษาที่ถูกแปลงมาจากคำในภาษาเดิม ให้สามารถเขียนได้ในรูปลักษณ์ใหม่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ภาษาวิบัตินี้มักจะผิดหลักในการเขียนอยู่เสมอ
ถ้าจะให้แยกแยะได้ง่ายๆ คำที่ไม่อยู่ในพจนานุกรม และไม่เป็นไปตามกฏของหลักภาษาไทยโดยส่วนใหญ่จะเป็นภาษาวิบัติ
ต่อไปนี้ที่นำเสนอ อ่านแบบขำๆ กันไป อย่าไปเครียดมากมายกับกระทู้นี้ อ่านเพื่อให้เรารู้ หรือใครจะนำไปปรับปรุง แก้ไขในส่วนไหน ก็ตามแต่ ไม่มีใครว่าอะไรหรอกช่วยๆ กัน ให้สังคมเราน่าอยู่ยิ่งๆ ขึ้นด้วยนะ 



***  เนื้อหาด้านล่างนี้ได้รับการยอมรับเรื่องการใช้ ภาษาวิบัติ ท่านอาจจะงงบ้าง แต่เราก็ขออวยพรให้ท่านอ่านรู้เรื่อง
ภาษาวิบัติแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มที่ใช้เวลาพูด กับกลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน
กลุ่มที่ใช้เวลาพูด -  เป็น ประเภทของภาษาวิบัติที่ใช้ในเวลาพูดกัน ซึ่งบางครั้งก็ปรากฏขึ้นในการเขียนด้วย แต่น้อยกว่าประเภทกลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน โดยมักพูดให้มีเสียงสั้นลง หรือยาวขึ้น หรือไม่ออกเสียงควบกล้ำเลย ประเภทนี้เรียกได้อีกอย่างว่ากลุ่มเพี้ยนเสียง เช่น
   ตะเอง (ตัวเอง)                    เตง (ตัวเอง)

   ขอบคุง (ขอบคุณ)               แม่ม (แม่มึง)

   แสด (สัตว์ )                        พ่อง (พ่อเมิง)

   สลัด, แสด, สาด (สัตว์)         สรัด,สรัส(สัตว์ :ออกเสียง ร เรือ ด้วย) 
กลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน  - รูปแบบของภาษาวิบัติชนิดนี้ โดยทั้งหมดจะเป็นคำพ้องเสียงที่หลายๆคำมักจะผิดหลักของภาษาอยู่เสมอ โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะใช้ในเวลาเขียนเท่านั้น โดยยังแบ่งได้เป็นอีกสามประเภทย่อย

กลุ่มพ้องเสียง  - รูปแบบของภาษาวิบัติชนิดนี้ จะเป็นคำพ้องเสียง โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะใช้ในเวลาเขียนเท่านั้น และคำที่นำมาใช้แทนกันนี้มักจะเป็นคำที่ไม่มีในพจนานุกรม
   เทอ(เธอ)                จัย(ใจ)

   งัย(ไง)                   นู๋(หนู)

   มู๋(หมู)                    ปันยา(ปัญญา)

   กำ(กรรม)

กลุ่มขี้เกียจพิมพ์  - พวก นี้จะคล้ายๆกับกลุ่มคำพ้องเสียง เพียงแต่ว่าบางครั้งการกด Shift มันน่ารำคาญ พวกนี้เลยขี้เกียจกด แล้วเปลี่ยนคำที่ต้องการเป็นอีกคำที่ออกเสียงคล้ายๆกันแทน
   กุ(กู)             เหน(เห็น)

   เปน(เป็น)

ซึ่งสองตัวอย่างหลังนี่ ถ้าเคยเปิดอ่านหนังสือเก่าๆ ดู จะพบว่าไปซ้ำกับอักขรวิธีในสมัยก่อน (ประมาณปี พ.ศ. 2480)
กลุ่มโชว์Inw 
   Inw!                                    Inw(เทพ)

   uou(นอน )                           เกรีeu(เกรียน)

   IInJIISJIISJ (แทงแรงแรง)      IIOUIInJISO (แอบแทงเธอ)
  
แบบลูกผู้ดีกระแดะ  - จะมี ร์ กำกับไว้ข้างท้ายเสมอ เช่น
   เทอร์ = เธอ                    แกร์ = แก

   วิคิพีเดียร์ = วิกิพีเดีย        เ***้ยร์, เชี่ยร์ = เ***้ย(คำว่า เชี่ย มีรากศัพท์มาจาก เ***้ย)

   คับร์ = คับ(ครับ)               โปรแกรมร์ = โปรแกรม

ที่มา : http://atcloud.com/stories/53352

เหตุผลที่คนหันมาใช้ภาษาวิบัติ

เดี๋ยวนี้ ภาษวิบัติชักจะครองโลกอินเทอร์เน็ต หลายคนหันมาใช้ภาษาวิบัติกัน ซึ่งภาษาวิบัตินี้จะนิยมมากในหมู่คนใช้อินเทอร์เน็ต คนใช้ส่วนมากจะเป็นพวกวัยรุ่นหรืออาจจะเป็นพวกเด็กๆ(ที่มีคอมพิวเตอร์)กล่าวได้ว่า ภาษาวิบัตินี้ต้นกำเนิดมาจาก อินเทอร์เน็ตก็ได้
ถ้าไปถามหลายๆคนเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลายคนอาจจะให้เหตุผลที่ต่างๆกันไป ดังที่จะรวบรวมไว้ในนี้
๑.เพราะว่าคำพวกนี้พิมพ์ได้ง่าย เข้าใจนะว่า คำภาษาไทยหลายๆคำอาจจะพิมพ์ยุ่งยากมากเรื่อง ดังเช่น คำว่า เดี๋ยว ก็เปลี่ยนเป็น เด๋ว และคำว่า ก็ ก็เปลี่ยนเป็น ก้อ เหตุผลเหรอ มันพิมพ์ง่ายไงล่ะ แต่คุณอาจจะไม่รู้หรอกนะว่า คุณกำลังทำลายภาษาไทย โดยไม่รู้ตัว
๒.เคยมีวัยรุ่นคนหนึ่ง เคยให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาษาวิบัติว่า ที่หันมาใช้ก็เพราะมันดูแนวๆดี ทันสมัย ถูกใจวัยรุ่น ก็เลยถามว่ามันแนวตรงไหน คำตอบที่ได้มาคือ "ก็มันดูเหมือนว่าเด็กไทยมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดค้นคำใหม่ๆได้ขึ้นมาใช้ โดยไม่ต้องเขียนของเก่าให้มันเปลืองหมึก หรือ พิมพ์ให้มันเมื่อย" ก็ฟังแล้วคิดว่า มันก็สะดวกสบายแต่ว่า ความสะดวกสบายของคุณกำลัง เป็นความกลุ้มใจของ พ่อขุนรามคำแหง อยู่ เพราะว่า พ่อขุนรามคำแหง ท่านอุตส่าห์คิดค้นภาษาไทยขึ้นมา แต่รุ่นหลังมาทำลาย อย่างที่เค้ากล่าวน่ะแหล่ะว่า "ผู้ใหญ่สร้าง วัยรุ่นทำลาย"
๓.เพื่อแสดงอารมณ์ ว่าตอนนี้กำลัง ผิดหวังหรือเบื่อหน่าย อย่างที่วัยรุ่นเค้าเรียกกันว่า"เซ็ง"น่ะแหล่ะ  เพราะบางทีถ้าผิดหวังก็อาจจะลากเสียงคำว่า "ไม่" เป็น "ม่าย..ย..." ถ้าอารมณ์ดีก็อาจจะสั้นหน่อยเป็น "มั่ย"   พี่ปัดไปเจอบทความของน้อง Kwanrapee_The_Artist ในบอร์ดนักเขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและดีต่อน้องๆชาวเด็กดีมากๆก็เลยอยากที่จะเอามาให้อ่านกันจ๊ะ  ซึ่งจริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องน้องๆชาวเด็กดีให้ความร่วมมือกันอยู่แล้วจ๊ะ
๔."ก็มันขำๆดีนี่" เหตุผลนี้ฉันก็ไม่รู้หรอกนะไอ้ที่ว่า"ขำๆ"น่ะหมายความว่าอะไร แหม...พวกคุณนี่ ถ้าจะอารมณ์ดีเหลือเกิน คิดคำที่เป็นภาษาวิบัติมาใช้กันเนี่ย ป่านนี้พ่อขุนรามคำแหงคงนั่งขำไม่ออกแล้วล่ะ
๕."ไม่เห็นเป็นไรเลย มันก็อ่านเหมือนๆกันแหละ"ฉันอยากจะบอกพวกคุณว่ามันอ่านเหมือนกันก็จริงนะ แต่คอมพิวเตอร์มันต้องใช้ตาอ่านไม่ใช่หูฟังนะ ถ้าเกิดมีเด็กมาอ่านและนำไปใช้เนี่ย นำไปเขียนเนี่ย ถ้าเป็นยังงี้จริงๆนะ ภาษาไทยจะเพี้ยนไปหมดแน่ๆ เชื่อพี่เถอะ
๖."ก็มันเผลอนี่นา"หลายคนอาจพูดยังงี้ อยากถามว่า ถ้าคุณไม่คิดค้นมันมาและใช้มัน คุณจะเผลอได้เหรอ?
๗."ก็คำมันดูน่ารักนี่คะ"อยากรู้ว่ามันน่ารักตรงไหนคะเนี่ย?ตายๆๆ...ถ้าคนมองเป็นภาษาที่น่ารักหมดเนี่ย สงสัยว่าคงต้องร้องเพลง"ไปน่ารักไกลๆหน่อย"ซะแล้ว
๘."ก็เวลาเล่นMSNมันพิมพ์เร็วทันใจนี่คะ"รู้แล้วค่ะมันเร็วแต่ว่า...ถ้ามันไม่ใช่ภาษาวิบัติมันก็ไม่เสียเวลาเป็นชั่วโมงหรอกค่ะ แค่เสียเวลาเล็กๆน้อยๆเพื่ออณุรักษ์แค่นี้ถึงกับทำไม่ได้เลยเหรอคะ?
๙."ก็มันเพิ่งหัดพิมพ์ยังพิมพ์ไม่คล่องนี่"อันนี้ไม่ว่านะคะ แต่ถ้าคล่องแล้ว ควรจะพิมพ์คำให้ถูกนะ บางคนไม่คล่อง ก็ไม่คล่องตลอดกาล ใช้ไม่ได้
๑๐.พิมพ์ให้มันดูสั้นลงเพราะเปลืองเนื้อที่ อยากถามอีกว่าคุณซื้อเนื้อที่ในการพิมพ์หรือไงถึงต้องประหยัดเนื้อที่?
๑๑."ทันสมัยดีนี่...คนที่เขาใช้คำเป็นคงไม่วิปริตมาใช้หรอก บางทีพวกคนที่ใช้คำเป็นคงเล่นแชทไม่เป็นหรอก"อันนี้มาจากความคิดเห็นชาวYenta4เลยค่ะ ข้อนี้ลองคิดเองนะคะ เพราะมันไม่มีอะไรจะพูดแล้ว
๑๒."มันดูสบายๆไม่เป็นทางการดีนี่"อยากถามว่ามันสบายตรงไหนคะ อ๋อ...รู้แล้วๆ...มันสื่ออารมณ์สบายๆเหรอคะ...พวกคุณคงคิดนะว่าภาษาทางการนี้คงเครียดมากเลยใช่ไหม?ถามตัวเองดูนะคะ
๑๓."ก็พอใจนี่/ก็จะพิมพ์ยังงี้พวกเธอมีสิทธิ์ห้ามเหรอ"ค่ะ...ไม่มีสิทธิ์ห้ามใดๆหรอกสิ่งพวกนี้มันอยู่ที่ตัวคุณค่ะ กิริยาส่อภาษา วาจาส่อนิสัย
     
       แหล่งที่มา: http://www.kroobannok.com/blog/6905

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ภาษาวิบัติ

อาทิเช่น
"อารัย" = อะไร ไม่ใช่ อาลัย
"ที่นั้น" = ที่นั่น เป็นการผันวรรณยุกต์ที่ผิด
"นะค่ะ" = นะคะ ผันวรรณยุกต์ผิดเช่นกัน
"คับผม" = ครับผม อาจเกิดจากการรีบพิมพ์ ขอให้ออกเสียงได้เป็นพอ
"หรอ" = เหรอ ไม่ใช่ หรอจาก "ร่อยหรอ"
"แร้ว" = แล้ว ไม่ใช่ "แร้ว" ที่แปลว่ากับดักนก
"งัย" = ไง
"เกมส์" = เกม ไม่ต้องเติม ส์
"เดล" = เป็นคำภาษาอังกฤษจากคำว่า "Deal" อ่านว่า "ดีล"
"สาด" = สัตว์ เป็นศัพท์วัยรุ่น ลากเสียงให้ยาวขึ้นเพื่อเลี่ยงระบบกรองคำหยาบ
"กวย" = เช่นเดียวกับคำด้านบน เปลี่ยนพยัญชนะเพื่อเลี่ยงระบบ
"ไฟใหม้" = ไฟไหม้
"หวัดดี" = สวัสดี ไม่ใช่ การเป็นหวัดเป็นเรื่องที่ดี
"สำคัน" = สำคัญ บางทีอาจจำสลับกับ "สังคัง" ที่เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง
"สัสดี" = ทหารยศหนึ่ง เข้าใจว่าพิมพ์ผิดจากคำว่า "สวัสดี"
"555" = เสียงหัวเราะ มาจาก"ฮ่าๆๆ" ดัดแปลงมาเป็น"ห้าห้าห้า"
    เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของการใช้คำไม่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย ซึ่งสาบานได้ ให้ตายเถอะ...
และเป็นที่น่าเป็นห่วงว่าคำเหล่านี้ได้ถูกนนำมาใช้ในแวดวงวรรณกรรม นับเป็นฝันร้ายของวงการน้ำหมึกอย่างแท้จริง
     ภาษา Emotical ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยของวัยรุ่น เราสามารถพบเห็นมันได้ในฟอร์เวิร์ด ถ้าหากมองในแง่ของวัฒนธรรมแล้ว Emotical ก็นับเป็นมิติใหม่ของภาษาที่ถูกใช้ไปทั่วโลกหากจะว่ากันตามจริงแล้วมันถือเป็นวัฒนธรรมของโลกยุคใหม่เลยทีเดียว
ตัวอย่างเช่น
: ) = ยิ้ม
XD = ยิ้มดีใจสุดๆ
; ) = ยิ้มขยิบตา
-_- = ทำหน้าตาเบื่อโลก
-_-; = ทำหน้าตาเบื่อโลกและเหงื่อตก
-_-; ,,|,, = ทำหน้าตาเบื่อโลก เหงื่อตกและชูนิ้วกลาง
OTL = ลงไปนั่งคุกเข่าอย่างท้อแท้
/gg = giggle หรือหัวเราะขำขัน


[๐ ๐] = C = เมก้าซาวะ